2009/Jul/28

   หลังจากไปดูสถานที่จัดงานที่สนามกีฬา 700 ปีเชียงใหม่ ไม่ทันจะได้เก็บภาพและวัดพื้นที่ ฝนเจ้าก็สาดดดลงมา ประหนึ่งไม่ต้อนรับคณะทัวร์ของเรา

เจ้าพ่อเมืองเชียงใหม่ก็แนะนำว่า เดี๋ยวจะพาไปดูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งแกมาช่วยบริจากคทุกปี และก็เป็นโรงเรียนแห่งนี้ที่จะนำรายได้จากการจัดงานปลายปีมาบริจาคเช่นกัน

จากสนามกีฬาไปประมาณ 15 นาที ก็ถึง "โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่"

 

เจ้าพ่อเล่าว่า เมื่อก่อนมีคนมาบริจาคมาสงเคราะห์อย่างมากมาย แต่เมื่อสิ้นสมเด็จย่า คนก็เริ่มหดหายไป

เจ้าพ่อโชว์กร่างเดินไปหาอาจารย์คนนั้นคนนี้ บอกจะมาดูสถานที่ แต่เจ้าพ่อไม่ได้นัดไว้ เลยโทรหา ผอ.โรงเรียนเองเลย (เก๋าจริงๆ)

ผอ.ไปสนามบินแล้วก็เลยได้คุยกับอาจารย์ ซึ่งน่าจะเป็นผู้ช่วยมั้ง แกก็เล่าความเป็นมาของโรงเรียนให้ฟัง พร้อมเล่าปัญหาที่เกิดขึ้น

จากนั้น เจ้าพ่อก็บอกว่าขอดูรอบๆโรงเรียน เพื่อให้พวกเราเห็นว่าเด็กๆอยู่กันอย่างไร

เราได้เห็นเด็กแว้นวีลแชร์ดริฟท์กระจาย ได้เห็นน้องๆที่บกพร่องทางร่างกาย ได้เห็นห้องเรียน ห้องพัก และผลงานแฮนด์เมดสำหรับหารายได้เข้าโรงเรียน

 

 

เจ้าพ่อบอกกับทีมว่า โรงเรียนแห่งนี้น่าสงสาร เพราะพอมีใครจะทำบุญก็จะนึกถึงบ้านพักคนชรา บ้านเด็กกำพร้า วัดจนๆ แต่ไม่ค่อยมีใครจะนึกถึงคนอีกกลุ่ม

กลุ่มที่ซึ่งพยายามจะมีชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องร่ำรวยอะไรมากมาย แค่ช่วยตัวเองในการดำรงชีวิตประจำวันได้ก็พอ

 

 

  

เจ้าพ่อมักจะยกตัวอย่างเด็กเหล่านี้ให้กับเพื่อนพี่น้องทั้งหลายให้ฟังว่า คนบางคนเกิดมาไม่สมประกอบแต่พยายามจะมีชีวิต

แต่ บางคนเกิดมาพร้อมทุกอย่างแต่พอถึงคราวท้อแท้ก็อยากจะตาย ไม่ยอมสู้ต่อ

เจ้าพ่อจึงเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ๆแกจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

พวกเราก็เห็นด้วยกับการทำบุญ

แต่งานที่จะจัดเนี้ย

 

ขอไม่ขาดทุนจะได้ไหมน้อออ...สาธุ

 

หมายเหตุ เว็บไซต์โรงเรียน http://www.sswal.th.edu อยู่ที่นนทบุรีก็มีอีกแห่ง

2009/Jul/18

วันที่ 18 กรกฎาคม 2552 เวลา 14.32 น.

สถานที่ โต๊ะรับแขกในห้อง 301 โรงแรมมนตรี จังหวัดเชียงใหม่

มองออกนอกหน้าต่างไปก็เห็นกำแพงเมืองเก่า สลับกับเซเว่นอิเลฟเว่น สตาร์บัคส์และความเป็นเมืองที่ไม่ได้ต่างจากกรุงเทพมากนัก รถติด อากาศบริสุทธิ์หายากมากขึ้น จะดีหน่อยตรงที่ยังมีคูเมืองให้ดูชุ่มชื่นตาบ้าง

เหตุผลที่มาเยือนต่างเมืองเกิดในครั้งนี้ คือ การมาประชุมและสำรวจสถานที่ที่จะจัดปาร์ตี้ช่วงท้ายปี ให้กับกลุ่มไบค์เกอร์ หรือนัดบิดประเภทบิ๊กไบค์ ช๊อปเปอร์ทั้งหลายแหล่ของเมืองไทย

มาครั้งนี้ ผมได้พบกับบุคคลที่ซึ่งเคยได้ยินหัวหน้าพูดถึงมานานแล้ว น่าจะเป็นตำนานของเมืองไทยคนหนึ่ง แต่ถ้าหากไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร ก็คงไม่แปลก

เพราะการแต่งตัว การพูดจา บุคลิกภายนอกก็หลอกผมไปได้แว่บนึงเหมือนกัน จนเมื่อได้ยินบทสนทนาของหัวหน้าคุยกัน และมีแซวกัน จนแกเล่าเรื่องในอดีตออกมาเรื่อยๆ

วงคาราบาว น้าแอ๊ด น้าเล็ก น้าเขียว น้าหงา และหลายๆคนในวง คือเพื่อนร่วมวงเหล้าของแก

นักเขียนดังๆ ที่ผมเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่ค่อยชอบอ่านเลยไม่ค่อยรู้จักนัก เช่น รงค์ วงสวรรค์ และอีกหลายๆๆๆๆคน จำไมได้ เพราะคุ้นชื่อคนเดียว แต่ลูกพี่ที่เป็นักอ่านแกรู้จักหมดเลย เหล่านี้ก็เคยเป็นเพื่อนร่วมเขียน รุ่นน้องที่ฝากงานให้ และผู้ที่เคยคลุกคลีกับแก

ไหนจะมีวงดนตรีสกา เร๊กเก้ และแนวๆนี้อีกหลายวงที่ให้ความเคารพแก

ผมไม่รู้จักประวัติแกมากนัก แต่เมื่อได้ฟังแล้ว...อึ้งครับ

ชายวัยกลางคน อายุราวๆ 40-50 แต่งกายเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ไว้พุงพอประมาณ ผมยาวปะบ่ามีขาวแซมตรงรอยแสกกลาง

ใครจะไปคิดว่านี่คือคนในตำนาน ขาใหญ่เมืองปาย

แกเล่าว่าเร็วๆนี้ น้าหงา จะไปเล่นดนตรีที่ร้านของแกที่ปาย โดยมีแขกเป็นรองนายกเมือง หรืออะไรประมาณนั้นไปที่ร้าน และท่านรองนั้นชอบเพลงของ ศรันย่า อย่างมากกก แกก็เลยขอให้น้าหงาร้องเพลงของศรันย่า

น้าหงาแกไม่รู้จักเพลงที่ขอไป เดือดร้อนแกต้องหาเพลงและเนื้อเพลง คอร์ด ต่างๆส่งให้น้าหงาไปแกะมาโชว์

เป็นเรื่องขำๆในหลายสิบเรื่องที่แกเล่าให้ฟัง

ไว้มีโอกาสไปปายเมื่อไร คงต้องขอแวะไปคารวะแกอีกสักที

 

วันที่ 18 กรกฎาคม 2552 เวลา14.44 น.

 

ปล.สาวเหนือแดกแฟ้บหรอเจ้า ขาวกันซะ

2009/Jul/14

วันก่อนได้นัดสังสรรค์กับเพื่อน 1 หญิง 1 ชาย หลังจากไม่ได้เจอกันนาน (ประมาณ 2 อาทิตย์กว่าๆ)

เมื่อทานอาหารคาวกันเป็นพิธีเสร็จที่ห้างใหญ่ย่านปทุมวัน ก็หาที่สิงสถิตย์กันต่อ

ดอยตุง ณ สวนลุมไนท์ บาซาร์ คือแหล่งประจำเมื่อคิดไม่ออกจะไปไหน

ประเด็นที่หาที่นั่งถ่อก เอ๊ย ถกกันก็เป็นประเด็นส่วนบุคคล ซึ่งจริงๆก็ไม่ต้องการเผยแพร่หรอก

แค่ขึ้นหัวเอ็มไว้ ไอพวกนี้ก็รักเพื่อนจริงจริ๊งงง

ความอยากรู้อยากเห็นเอ่อล้นออกมาทางผิวหนังเลย สัมผัสได้จากออร่าร้อนๆรอบกาย

สุดท้ายก็เลยเล่าเรื่องไป ระหว่างเล่าอารมณ์ก็ขึ้นตาม ฮ่าๆ

 ไอ้..... ไอ้..... ไอ้...... ออกมาเป็นชุดบอกแล้วว่าอย่าให้เล่า

แมร่งเอ๊ย ยิ่งพิมยิ่งอารมณ์ขึ้น..สราดดดดด...

โอเค ต่อๆเอาเป็นว่า เรื่องมันคือ นั่นนู่นนี่ โอเค จบ 

ประโยคนึงที่ได้พูดออกไปแล้วต้องกลับมาคิด

อาจจะเหมือนน้ำเน่านะ แต่คิดไม่ออกจริงๆ

ผมพูดออกไปว่า “กูเคยคบผู้หญิงมารวม 4 คน แต่ตอนนี้กูก็ยังไม่รู้เลยว่า “รัก” มันเป็นยังไง”  

จำกัดความของคำๆนี้มันมีด้วยหรอ

อายุก็ปูนนี้ละ ยังจะมาคิดเรื่องแบบนี้อีกหรอ...

คนที่อยู่ด้วยกัน มีความสุขกัน ไปไหนไปกัน แต่ถ้าต้องแยกกัน

ชีวิตก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่อยู่ได้ ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ตาย

แค่เสียดาย แค่นั้นเอง

อย่างนี้มันจะเรียกว่ารักได้ไหม

ส่วนตัวคิดว่า รัก คือ คำพูดที่ออกมาเพื่อให้เขามาอยู่เคียงข้างกับเราฟัง

ดูเหมือนจะหลอกแอ้มยังงั้นเลย แต่ไม่ใช่

มันจะมีการปฏิบัติตัวที่ตามมาเพื่อให้อีกฝ่ายพึงพอใจซึ่งนั่นล่ะ ปัญหาหลัก

แรกๆก็สนุก ไปไหนไปด้วย ทำไรทำให้ กินไรกินได้ สนุกสนานชั้นรักเธอ เธอรักชั้น เรารักกัน วู้ฮู้วู้ฮู้

สักพักมันจะไม่ใช่เมื่อมั่นใจว่าไปกันได้ดีแล้ว

สันดานมันจะออก...และส่วนมากจะเป็นกันทุกคน

ไอตอนนี้แหละที่จะเป็นจุดไคลแมกซ์ หรือจุดสุดยอดของชีวิตคู่ 

ออกทะเลไปไหนแล้วฟะ 

 

กลับมาที่คำว่ารัก มันก็คงจะขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า จะให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิตมากที่สุด

ส่วนตัวผมคิดว่า คงเป็นชีวิตตัวเองมาอันดับแรก

หมายถึงความสนุกกับการใช้ชีวิตถ้าอะไรไม่ดี ไม่ชอบ ก็ตัดมันออกไป

ถ้าไม่เดือดร้อนใคร

ครอบครัวพ่อแม่พี่น้องคงมาอันดับสอง

งานอันดับสาม เท่าๆกับแฟนน่ะแหละ

เพราะแฟนกับงานบางทีมันสำคัญเท่าๆกันนะ

แต่บางทีงานเข้า ก็ต้องเลือกงานก่อนแฟน เพราะแฟนไม่ได้ให้เงินเราใช้

แต่เราเอาเงินจากงานไปให้แฟนใช้ต่างหาก

ดังนั้น งานจึงชนะไปอย่างเฉียดฉิว 

อันที่จริง อายุปูนนีก็ไม่น่าจะมาเพ้อเจ้อเรื่องพวกนี้อีกนะ

แต่มันอยากระบาย แม้ไม่ออกตูดก็ขอออกทางมือนี่ล่ะ

ใครแวะมาเห็น ถ้าอ่านได้จบก็ลืมๆมันไปละกัน อย่าใส่ใจ

แต่หากจะเก็บไปคิดไว้ถามตัวเอง เหมือนที่ผมถามตัวเองอยู่ก็ดีนะ

เผื่อสักวัน มันจะเป็นคำถามที่บางคนจะมาถามคุณ จะได้มีคำตอบ 

รักของคุณ มันเป็นยังไง 

ปล.ตับไตไส้พุง