GoPZillaMoViE

 “…เป็นหนังก็ดี เป็นเอ็มวีก็เด่น คอลเลกชั่นพิเศษของ เดอะบีทเทิ่ลส์... 

2007 Golden Globe Nominee : BEST PICTURE (Music / Comedy)

2007 Academy Award Nominee : COSTUME DESIGN 

ริมหาดเมืองลิเวอร์พูล

หนุ่มอู่เรือนั่งอยู่ริมหาดร้องเพลง The Beatles

ภาพของความรุนแรง และสงครามก่อขึ้นเป็นรูปเกลียวคลื่น

เป็นฉากเปิดตัวหนังที่บ่งบอกถึงอารมณ์ของหนัง

ที่กำลังจะตามมาได้เป็นอย่างดี 

 

หลังจากเกริ่นนำประวัติของตัวละครโดยย่อแล้ว ตัวละครเอกทั้ง 6 คน

  ชายหนุ่มจากลิเวอร์พูลมาตามหาพ่อที่อเมริกา

  หนุ่มอเมริกันผู้รักสนุกแต่ต้องเกณฑ์ทหารไปเวียดนาม

  สาวอเมริกันที่มีความหลังกับสงคราม

  สาวใหญ่นักร้องผู้เป็นเจ้าของห้องพัก

  นักมือกีต้าร์จากกาฬทวีป

  และ สาวน้อยผู้ตามหาความรัก 

ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้ง 6 ค่อยๆเป็นค่อยๆไป

เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

แต่ท่ามกลางการใช้ชีวิตในเมืองนิวยอร์คนั้น

อีกฟากโลกหนึ่ง

ในเวียดนามก็เกิดสงครามระหว่างอเมริกา และเวียดนาม

ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการบุกรุกเวียดนามของอเมริกา 

...การปฏิวัติ คือคำตอบ 

The Beatles ถูกสอดแทรกได้ถูกจังหวะ

สาระ เนื้อหาของเพลง

การเรียบเรียงใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ของหนังในแต่ละช่วง

ตัวประกอบที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง

ถูกดึงมาใช้สร้างอารมณ์ของเพลง

อารมณ์เพลงเข้ากับหนัง และอารมณ์หนังเข้ากับเพลง

คนเมืองคือนักเต้น เด็กๆในเมืองคือนักร้อง ชายจรจัดคือผู้ขับกล่อม

เป็นคอรัส เป็นเสียงประสาน

รวมไปถึง

เป็นตัวเอกของเหตุการณ์ในช่วงนั้นๆ

เช่น การเกณฑ์ทหาร กับเพลง I want you มีลุงแซมเป็นคนร้อง

 

 ภาพของหนังแบ๊กกราวนด์หลักของเรื่องเหตุการณ์ตั้งแต่กลางเรื่อง

เกิดขึ้นในนิวยอร์ค

แต่ในความเป็นภาพมหานคร ก็ยังมีความเป็นจินตนาการ

ภาพกราฟฟิค เอฟเฟกต์ ถูกสอดแทรกเพื่อส่งเสริมความหมายเข้าไป

สตรอเบอร์รี่สีแดงสด กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์

ทั้งรัก หึง หวง และโกรธแค้นผสมกัน

รวมไปถึงบทเพลงที่สามารถให้กำลังใจอีกฝ่ายหนึ่งได้

...แม้จะอยู่ห่างกันข้ามสมุทรเช่นเพลง Hey Jude 

 

The Beatles คือพระเอกตัวจริงของหนังเรื่องนี้

แม้ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อออกมาเลยก็ตาม

แต่มีหลายสิ่งที่ถูกดึงมาจาก The Beatles

นอกจากเพลงเช่น คอนเสิร์ตบนดาดฟ้า

The Beatles เคยเล่นคอนเสิร์ตเล็กๆบนดาดฟ้า

ซึ่งผิดกฎหมายในปี 1969(เปิด youtube หาคำว่า I got the feeling ดูได้)

ตอนนั้นเป็นตึกแอปเปิ้ลเรคคอร์ด

ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนจากแอปเปิ้ลมาเป็นสตรอเบอร์รี่ไปซะ 

 

จุดหนึ่งของหนังที่(ส่วนตัว) ดูแล้วขัดใจก็คือ

ความรักแบบฉาบฉวยของหนุ่มสาว

ฝ่ายชายก็มีคนรักอยู่ที่อังกฤษ

ฝ่ายหญิงสาวก็เพิ่งเสียคนรักไปในสงคราม

แต่ความรักเกิดสปาร์คติดกันได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งก็อาจจะเกิดจากความเหงา

ซึ่งตรงนี้(ส่วนตัว)ยังไม่อินกับความรักของคู่นี้เท่าไรนัก

ส่วนคู่นักร้องกกับมือกีต้าร์ ก็รู้สึกว่าเร็วเกินไป ตามไม่ทัน 

 

ภาพของความรุนแรงจากสงคราม

เหยื่อของสงครามทั้งในสนามรบ นอกสนามรบ และที่บ้าน

คนที่เฝ้ารออยู่ รอลูก รอสามี รอคนรักของตนกลับมา

แต่สุดท้ายได้แค่...ธงชาติผืนเดียว 

 

…Let it be…

วันนี้ หลังจากไปบรีฟงานนรกแตกมาในช่วงเช้า

ตกบ่าย

อารมณ์เปลี่ยว

ไปดูหนังดีก่า

ดูกะใคร...ดูกันหลายคน แต่ไม่รู้จักเลยสักคน

ว่าแล้ว ก็ติดรถลูกพี่มาสยาม

เอ๊ะ ลูกพี่ ก็หลานเราสิ เอิ๊กๆ

บ้า...

บ่าย 2 มีเรื่องไรดูมั่ง

อ่า...หนังที่เผ้ารอ เข้าแล้ว

The Pursuit of Happyness

ดูไป ยิ้มไป รันทดไป

นานแล้ว ที่ไม่ได้ดูหนังแบบนี้

เพราะว่า นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนัง

ชอบมาก

วิล สมิธ เล่นบทแบกรับความกดดันแบบนี้ได้

...เจ๋งแสดดด...

ส่วนลูกชายของเขา ทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง

เล่นบทพ่อลูกได้ธรรมชาติดีมาก

มีบทหยอกกัน

หรือกระทั่งบทที่หลายคนได้เห็นในตัวอย่างหนัง

ฉากที่เข้าไปนอนในห้องน้ำของรถไฟใต้ดิน

เป็นฉากที่ชวนหดหู่มาก

ยิ่งตอนจบ เพิ่งเคยเห็นครับ

อาการดีใจที่ไม่มีรอยยิ้ม

เค้าออกอาการได้ชัดเจนมากๆ

น้ำตาจะไหล กะลังเอ่อละ

แต่ดันเป็นตอนจบของหนัง

เราจะให้ใครรู้ว่าเราดูหนังแล้วร้องไห้ไม่ได้

เดี๋ยวหาว่าตุ๊สสแตก 555

มีบทพูดหลายๆอันที่ชอบ แต่จำไม่ได้สักอัน -*- อิอิ

ชอบเพลงในโบสถ์

ถ้าเราอยู่ในสถานะเดียวกับตัวละครในเรื่อง

แล้วได้ไปฟังเพลงในโบสถ์ที่ร้องกัน (ในหนัง)

โอ้โห...บรรยากาศยากจะบรรยาย

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว

อยากให้ทุกๆคนมีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป

มีคำพูดในหนังที่พ่อพูดกับลูก

"อย่าให้ใครว่าลูกว่าทำอะไรไม่ได้ แม้แต่พ่อ"

 

ขอโหวตออสการ์ให้ วิล สมิธ เลยละกัน

 

ปล.จะว่าไป หนังที่วิล สมิธเล่นทุกเรื่องที่เคยดูมา

ทำไมต้องมีฉากวิ่งกลางเมืองทุกเรื่องเลยฟะ

แต่เป็นคนที่ท่าวิ่งเท่มาก ขอบอก...