GoPZillaMoViE

ก่ อนอื่น...ผมขอสารภาพก่อน ว่าไม่ใช่คนที่ชอบดูสารคดีที่เกี่ยวกับสังคมมนุษย์มากนัก

ให้ไปดูช้างชำเรากันยังดูน่าสนุกกว่า ฮ่าๆวิปริตเข้าขั้น

แต่แล้วคืนหนึ่งผมก็ได้สัมผัสกับมันโดยตั้งใจ จากช่อง Star Movie

SiCO...คือหนังสารคดีเรื่องที่สองที่ผมตั้งใจลิ้มรสกับมัน

(เรื่องแรก คือ Super Size Me เรื่องเกี่ยวกับอเมริกันแมนที่ชอบสวาปามฟาสต์ฟู้ด ในที่นี้เป็น แมคโดนัลด์)

 

ผมดูไตเติ้ลเพลงตั้งแต่แรก ขึ้นชื่อผู้กำกับ ไมเคิล มัวร์...ชื่อคุ้นๆไหม

ผมไม่เคยรู้จักกับผู้กำกับคนนี้ เคยได้ยินชื่อมาจากหนังสารคดีเกี่ยวกับโศกนาฏกรรม 9 กันยายน (fahrenheit 9/11)

หนังที่ด่าบ้านเกิดของเขาเอง ด่าประธานาธิดีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนของเขาเอง

ดังนั้น ชื่อนี้ก็สามารถทำให้ใครที่รัก บุช ปิดทีวีทิ้งได้ในทันที

หนังสารคดีเรื่องนี้จะกล่าวถึงระบบประกันสุขภาพของอเมริกา

เปิดเรื่องมาก็กล่าวถึงครอบครัวหลายครอบครัวที่ต้องเจอกับปัญหาเกี่ยวกับการรับประกันสุขภาพ

ที่ซึ่งพวกเขาสมัครไม่ได้บ้าง หรือสมัครแล้วโดนเบี้ยวบ้าง โดนเก็บเงินย้อนหลังแทบอ้วก

ผมขอยอมรับว่าทึ่งกับความพยายามผู้กำกับคนนี้มาก

ทั้งข้อมูลเอกสาร บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อ หรือกระทั่งผู้ที่เคยทำงานในบริษัทประกัน ออกมาแฉได้อย่างหมดเปลือก...ยิ่งกว่าแฉแต่เช้าอีก

 

ยิ่งดูยิ่งมัน ตัดฟุตเทจหนังเก่า เอาเพลงมาแทรก ยิ่งดูยิ่งสะใจ สนุก และเศร้ากับกลโกงของมนุษย์

มีการสัมภาษณ์เหยื่อ ที่ต้องเสียบุคคลที่เขารักไปเพราะไม่มีเงินจ่าย...

บทสัมภาษณ์ของผู้ที่เคยทำงานกับบริษัทประกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธุรกิจมากขึ้น เมื่อหมอที่ปฏิเสธผู้ป่วยยิ่งมากเท่าไร ยิ่งประหยัดค่าประกันมากเท่านั้น และสิ่งที่หมอจะได้รับ คือ โบนัส...

บทสัมภาษณ์ของผู้ที่เคยทำงานในบริษัทให้ประกันที่ทำหน้าที่เป็นผู้คอยตอบปฏิเสธการให้ประกัน บ่องบอกว่าเขาดีใจมากเพียงไหนที่หลุดมาจากวงจรเน่าเฟะนี้ได้ เขาพยายามจะไม่ทำความรู้จักกับผู้ป่วย ที่ซึ่งเขาจะได้ไม่ต้องเสียใจกับกาสรปฏิเสธ

มีชาวอเมริกันหัวใส ยอมขับรถไกลข้ามไปแคนาดา เพื่อทำประกันสุขภาพที่เขาจะสบายใจมากขึ้น

 

ช่วงกลางของหนัง

          ผู้กำกับพาทัวร์ไปประเทศในยุโรปหลายที่ ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศสประกันสุขภาพของประเทศเหล่านี้แตกต่างกับอเมริกาอย่างสิ้นเชิง ทั้งรักษาฟรี ยาฟรีหรือไม่ก็ถูกมากก...

หมอก็เป็นลูกจ้างของรัฐบาลโดยตรง รายได้ของหมอก็เพียงพอให้เขามีชีวิตที่สุสบาย แม้ไม่ได้หรูหรามากนักแต่พวกเขาก็สุขใจที่ได้รักษาผู้ป่วย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินมารักษาหรือไม่

 

อีกทั้งที่ผรั่งเศสยังมีสวัสดิการลาป่วย วันหยุดสำหรับย้ายบ้าน ลาคลอดแบบข้ามปีโดยได้เงินเดือน บริการสถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อให้พ่อแม่ทำงานได้อย่างเต็มที่ มีพี่เลี้ยงจากรัฐมาที่บ้าน

จนผู้กำกับแซวว่า รัฐจะมาซักผ้าให้เขาด้วยเลยไม๊....ใช่ มีบริการดังกล่าวจริงๆ

 

กลับกันในอเมริกา มีภาพวงจรปิดให้เห็นว่า มีรถพยาบาลพาผู้ป่วยที่ไม่มีเงินจ่ายมาทิ้งกลางถนน ใกล้กับสถานสงเคราะห์

ผู้ป่วยที่โดนทิ้ง คือ ผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีผู้หญิงคนนึงโดนผ่าตัดมา แผลที่เย็บกะโหลกยังติดกันไม่สนิทดีเลยด้วยซ้ำ

 

ช่วงท้ายยิ่งมันส์สสส...

          ผู้กำกับลงทุนพาเหยื่อของวงจรอุบาทว์นี้ ลงเรือไปยังสถานที่ที่รักษาพยาบาลดีที่สุดในอเมริกา...ฟรีอีกตะหาก

นั่นคือ คุกนักโทษคดีที่ร้ายแรงแบบสุโค่ยๆ ที่ชายแดนคิวบา

 

แต่ดูเหมือนไม่ได้เตี๊ยมไว้ เลยต้องเผ่นขึ้นบกที่คิวบา...ประเทศที่อเมริกันหาว่าเป็นนรก

ยาที่ลูกทีมคนนึงต้องซื้อในราคา 200 กว่าดอล ที่คิวบา ราคา 5 เซ็นต์...เจ้าตัวถึงกับร้องไห้ว่านี่มันบ้าอะไรกัน

ที่นี่มัวร์พาลูกทีมเข้ารักษาพยาบาล...ฟรี!!

ทุกคนได้รับการรักษาเป็นอย่างดี โดยมัวร์ขอให้รักษาแบบที่รักษาคนคิวบา ไม่มากกว่า และไม่น้อยกว่า

มีสามคนในพวกลูกทีมที่เป็นจนท.กู้ภัยในโศกนาฏกรรม 9/11 ซึ่งพวกเขาได้รับการเชิดชูว่าเป็นฮีโร่

แต่ห้าปีหลังจากนั้น พวกเขาต้องติดเชื้อทางเดินหายใจ มีอาการทางจิต แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือในอเมริกา

แต่มาที่คิวบา พวกหน่วยกู้ภัยคิวบาได้เชิญพวกเขาไปยังสถานีดับเพลิงเพื่อเป็นเกียรติที่ได้พบกับฮีโร่...

 

          ช็อตสุดท้าย คือภาพที่ติดตามากที่สุดในหนัง เพราะมันเป็นอารมณ์ขันของผู้กำกับที่ฮามาก

เมื่อหนังมีให้เห็นข้อเสีย กลโกงของระบบในอเมริกา และยิ่งมีข้อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

ยิ่งในคิวบาที่เขาบอกว่ามันคือ”นรก” ด้วยแล้ว

...เป็นผมก็ยังอยากอยู่ในนรกมากกว่าด้วยซ้ำไป...

 “…เป็นหนังก็ดี เป็นเอ็มวีก็เด่น คอลเลกชั่นพิเศษของ เดอะบีทเทิ่ลส์... 

2007 Golden Globe Nominee : BEST PICTURE (Music / Comedy)

2007 Academy Award Nominee : COSTUME DESIGN 

ริมหาดเมืองลิเวอร์พูล

หนุ่มอู่เรือนั่งอยู่ริมหาดร้องเพลง The Beatles

ภาพของความรุนแรง และสงครามก่อขึ้นเป็นรูปเกลียวคลื่น

เป็นฉากเปิดตัวหนังที่บ่งบอกถึงอารมณ์ของหนัง

ที่กำลังจะตามมาได้เป็นอย่างดี 

 

หลังจากเกริ่นนำประวัติของตัวละครโดยย่อแล้ว ตัวละครเอกทั้ง 6 คน

  ชายหนุ่มจากลิเวอร์พูลมาตามหาพ่อที่อเมริกา

  หนุ่มอเมริกันผู้รักสนุกแต่ต้องเกณฑ์ทหารไปเวียดนาม

  สาวอเมริกันที่มีความหลังกับสงคราม

  สาวใหญ่นักร้องผู้เป็นเจ้าของห้องพัก

  นักมือกีต้าร์จากกาฬทวีป

  และ สาวน้อยผู้ตามหาความรัก 

ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้ง 6 ค่อยๆเป็นค่อยๆไป

เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

แต่ท่ามกลางการใช้ชีวิตในเมืองนิวยอร์คนั้น

อีกฟากโลกหนึ่ง

ในเวียดนามก็เกิดสงครามระหว่างอเมริกา และเวียดนาม

ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการบุกรุกเวียดนามของอเมริกา 

...การปฏิวัติ คือคำตอบ 

The Beatles ถูกสอดแทรกได้ถูกจังหวะ

สาระ เนื้อหาของเพลง

การเรียบเรียงใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ของหนังในแต่ละช่วง

ตัวประกอบที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง

ถูกดึงมาใช้สร้างอารมณ์ของเพลง

อารมณ์เพลงเข้ากับหนัง และอารมณ์หนังเข้ากับเพลง

คนเมืองคือนักเต้น เด็กๆในเมืองคือนักร้อง ชายจรจัดคือผู้ขับกล่อม

เป็นคอรัส เป็นเสียงประสาน

รวมไปถึง

เป็นตัวเอกของเหตุการณ์ในช่วงนั้นๆ

เช่น การเกณฑ์ทหาร กับเพลง I want you มีลุงแซมเป็นคนร้อง

 

 ภาพของหนังแบ๊กกราวนด์หลักของเรื่องเหตุการณ์ตั้งแต่กลางเรื่อง

เกิดขึ้นในนิวยอร์ค

แต่ในความเป็นภาพมหานคร ก็ยังมีความเป็นจินตนาการ

ภาพกราฟฟิค เอฟเฟกต์ ถูกสอดแทรกเพื่อส่งเสริมความหมายเข้าไป

สตรอเบอร์รี่สีแดงสด กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์

ทั้งรัก หึง หวง และโกรธแค้นผสมกัน

รวมไปถึงบทเพลงที่สามารถให้กำลังใจอีกฝ่ายหนึ่งได้

...แม้จะอยู่ห่างกันข้ามสมุทรเช่นเพลง Hey Jude 

 

The Beatles คือพระเอกตัวจริงของหนังเรื่องนี้

แม้ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อออกมาเลยก็ตาม

แต่มีหลายสิ่งที่ถูกดึงมาจาก The Beatles

นอกจากเพลงเช่น คอนเสิร์ตบนดาดฟ้า

The Beatles เคยเล่นคอนเสิร์ตเล็กๆบนดาดฟ้า

ซึ่งผิดกฎหมายในปี 1969(เปิด youtube หาคำว่า I got the feeling ดูได้)

ตอนนั้นเป็นตึกแอปเปิ้ลเรคคอร์ด

ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนจากแอปเปิ้ลมาเป็นสตรอเบอร์รี่ไปซะ 

 

จุดหนึ่งของหนังที่(ส่วนตัว) ดูแล้วขัดใจก็คือ

ความรักแบบฉาบฉวยของหนุ่มสาว

ฝ่ายชายก็มีคนรักอยู่ที่อังกฤษ

ฝ่ายหญิงสาวก็เพิ่งเสียคนรักไปในสงคราม

แต่ความรักเกิดสปาร์คติดกันได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งก็อาจจะเกิดจากความเหงา

ซึ่งตรงนี้(ส่วนตัว)ยังไม่อินกับความรักของคู่นี้เท่าไรนัก

ส่วนคู่นักร้องกกับมือกีต้าร์ ก็รู้สึกว่าเร็วเกินไป ตามไม่ทัน 

 

ภาพของความรุนแรงจากสงคราม

เหยื่อของสงครามทั้งในสนามรบ นอกสนามรบ และที่บ้าน

คนที่เฝ้ารออยู่ รอลูก รอสามี รอคนรักของตนกลับมา

แต่สุดท้ายได้แค่...ธงชาติผืนเดียว 

 

…Let it be…

วันนี้ หลังจากไปบรีฟงานนรกแตกมาในช่วงเช้า

ตกบ่าย

อารมณ์เปลี่ยว

ไปดูหนังดีก่า

ดูกะใคร...ดูกันหลายคน แต่ไม่รู้จักเลยสักคน

ว่าแล้ว ก็ติดรถลูกพี่มาสยาม

เอ๊ะ ลูกพี่ ก็หลานเราสิ เอิ๊กๆ

บ้า...

บ่าย 2 มีเรื่องไรดูมั่ง

อ่า...หนังที่เผ้ารอ เข้าแล้ว

The Pursuit of Happyness

ดูไป ยิ้มไป รันทดไป

นานแล้ว ที่ไม่ได้ดูหนังแบบนี้

เพราะว่า นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนัง

ชอบมาก

วิล สมิธ เล่นบทแบกรับความกดดันแบบนี้ได้

...เจ๋งแสดดด...

ส่วนลูกชายของเขา ทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง

เล่นบทพ่อลูกได้ธรรมชาติดีมาก

มีบทหยอกกัน

หรือกระทั่งบทที่หลายคนได้เห็นในตัวอย่างหนัง

ฉากที่เข้าไปนอนในห้องน้ำของรถไฟใต้ดิน

เป็นฉากที่ชวนหดหู่มาก

ยิ่งตอนจบ เพิ่งเคยเห็นครับ

อาการดีใจที่ไม่มีรอยยิ้ม

เค้าออกอาการได้ชัดเจนมากๆ

น้ำตาจะไหล กะลังเอ่อละ

แต่ดันเป็นตอนจบของหนัง

เราจะให้ใครรู้ว่าเราดูหนังแล้วร้องไห้ไม่ได้

เดี๋ยวหาว่าตุ๊สสแตก 555

มีบทพูดหลายๆอันที่ชอบ แต่จำไม่ได้สักอัน -*- อิอิ

ชอบเพลงในโบสถ์

ถ้าเราอยู่ในสถานะเดียวกับตัวละครในเรื่อง

แล้วได้ไปฟังเพลงในโบสถ์ที่ร้องกัน (ในหนัง)

โอ้โห...บรรยากาศยากจะบรรยาย

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว

อยากให้ทุกๆคนมีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป

มีคำพูดในหนังที่พ่อพูดกับลูก

"อย่าให้ใครว่าลูกว่าทำอะไรไม่ได้ แม้แต่พ่อ"

 

ขอโหวตออสการ์ให้ วิล สมิธ เลยละกัน

 

ปล.จะว่าไป หนังที่วิล สมิธเล่นทุกเรื่องที่เคยดูมา

ทำไมต้องมีฉากวิ่งกลางเมืองทุกเรื่องเลยฟะ

แต่เป็นคนที่ท่าวิ่งเท่มาก ขอบอก...