วันนี้ หลังจากไปบรีฟงานนรกแตกมาในช่วงเช้า
ตกบ่าย
อารมณ์เปลี่ยว
ไปดูหนังดีก่า
ดูกะใคร...ดูกันหลายคน แต่ไม่รู้จักเลยสักคน
ว่าแล้ว ก็ติดรถลูกพี่มาสยาม
เอ๊ะ ลูกพี่ ก็หลานเราสิ เอิ๊กๆ
บ้า...
บ่าย 2 มีเรื่องไรดูมั่ง
อ่า...หนังที่เผ้ารอ เข้าแล้ว
The Pursuit of Happyness
ดูไป ยิ้มไป รันทดไป
นานแล้ว ที่ไม่ได้ดูหนังแบบนี้
เพราะว่า นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนัง
ชอบมาก
วิล สมิธ เล่นบทแบกรับความกดดันแบบนี้ได้
...เจ๋งแสดดด...
ส่วนลูกชายของเขา ทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง
เล่นบทพ่อลูกได้ธรรมชาติดีมาก
มีบทหยอกกัน
หรือกระทั่งบทที่หลายคนได้เห็นในตัวอย่างหนัง
ฉากที่เข้าไปนอนในห้องน้ำของรถไฟใต้ดิน
เป็นฉากที่ชวนหดหู่มาก
ยิ่งตอนจบ เพิ่งเคยเห็นครับ
อาการดีใจที่ไม่มีรอยยิ้ม
เค้าออกอาการได้ชัดเจนมากๆ
น้ำตาจะไหล กะลังเอ่อละ
แต่ดันเป็นตอนจบของหนัง
เราจะให้ใครรู้ว่าเราดูหนังแล้วร้องไห้ไม่ได้
เดี๋ยวหาว่าตุ๊สสแตก 555
มีบทพูดหลายๆอันที่ชอบ แต่จำไม่ได้สักอัน -*- อิอิ
ชอบเพลงในโบสถ์
ถ้าเราอยู่ในสถานะเดียวกับตัวละครในเรื่อง
แล้วได้ไปฟังเพลงในโบสถ์ที่ร้องกัน (ในหนัง)
โอ้โห...บรรยากาศยากจะบรรยาย
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว
อยากให้ทุกๆคนมีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป
มีคำพูดในหนังที่พ่อพูดกับลูก
"อย่าให้ใครว่าลูกว่าทำอะไรไม่ได้ แม้แต่พ่อ"
ขอโหวตออสการ์ให้ วิล สมิธ เลยละกัน
ปล.จะว่าไป หนังที่วิล สมิธเล่นทุกเรื่องที่เคยดูมา
ทำไมต้องมีฉากวิ่งกลางเมืองทุกเรื่องเลยฟะ
แต่เป็นคนที่ท่าวิ่งเท่มาก ขอบอก...